การเกิดเมฆ

เมฆ คือ เมฆเกิดจากการรวมตัวหรือเกาะกลุ่มของไอนำในที่สุดก็จะเกิดการควบแน่นและตกลงมาเป็นฝน ละอองน้ำและเกล็ดน้ำแข็งที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ที่เราสามารถมองเห็นได้

ไอน้ำที่ควบแน่น เป็นละอองน้ำ (โดยปกติแล้วจะมีขนาด 0.01 มม) หรือ เป็นเกล็ดน้ำแข็ง ซึ่งเมื่อเกาะตัวกันเป็นกลุ่มจะเห็นเป็นก้อนเมฆ ก้อนเมฆนี้สะท้อนคลื่นแสงในแต่ละความยาวคลื่นในช่วงที่ตามองเห็นได้ ในระดับที่เท่า ๆ กัน จึงทำให้เรามองเห็นก้อนเมฆนั้นเป็นสีขาว แต่ก็สามารถมองเห็นเป็นสีเทาหรือสีดำ ถ้าหากเมฆนั้นมีความหนาแน่นสูงมากจนแสงผ่านไม่ได้

เมฆบนดาวดวงอื่นนั้นประกอบด้วยสารอื่นนอกจากน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพบรรยากาศของดาวนั้น (เช่นว่า มีก๊าซอะไรอยู่ และ ระดับอุณหภูมิ)

กลับด้านบน

 ชนิดของเมฆ

เมฆที่ก่อตัวบนท้องฟ้าจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันออกไป  ในทางอุตุนิยมวิทยาได้แบ่งชนิดของเมฆออกตามความสูงของเมฆ  ซึ่งมีชื่อเรียกตามลักษณะที่เรามองเห็น  ดังนี้

เมฆชั้นสูง

เมฆชั้นกลาง

เมฆชั้นต่ำ

เมฆก่อตัวในแนวตั้ง

-  อยู่สูงจากพื้นโลก  6,000 เมตรขึ้นไป

- ได้แก่ เมฆเซอรัส  เมฆเซอโรคิวมูลัส  เมฆเซอโรสเตรตัส

- อยู่ในระดับความสูง 2,000 เมตร - 6,000 เมตร

-  ได้แก่  เมฆอัลโตคิวมูลัส  และเมฆอัลโตสเตรตัส

- อยู่ในระดับความสูงไม่เกิน 2,000 เมตร

-  ได้แก่  เมฆสเตรตัส   เมฆสเตรโตคิวมูลัส และเมฆนิมดบสเตรตัส

- ก่อตัวในระดับความสูงตั้งแต่ 500 เมตรขึ้นไป

-  ได้แก่  เมฆคิวมูลัส  และเมฆคิวมูโลนิมบัส

เห็นชื่อเมฆแล้วหลายคนอาจจะงง  เรามาดูที่มาของชื่อเมฆแต่ละชนิดกันดีกว่าว่าทำไมจึงมีชื่อไม่เหมือนกัน

เมฆซึ่งเกิดขึ้นในธรรมชาติมี รูปร่างลักษณะคือ เมฆก้อน และเมฆแผ่น เราเรียกเมฆก้อนว่า เมฆคิวมูลัส (Cumulus) และเรียกเมฆแผ่นว่า เมฆสเตรตัส (Stratus) 

หากเมฆก้อนลอยชิดติดกันเรานำชื่อทั้งสองมารวมกันและเรียกว่าเมฆสเตรโตคิวมูลัส(Stratocumulus)

ในกรณีที่เป็นเมฆฝน เราจะเพิ่มคำว่า นิมโบ หรือ นิมบัส ซึ่งแปลว่า ฝน เข้าไป เช่น เราเรียกเมฆก้อนที่มีฝนตกว่า เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus)

และเรียกเมฆแผ่นที่มีฝนตกว่า เมฆนิมโบสเตรตัส (Nimbostratus)

หากเป็นเมฆชั้นกลาง (2 - 6 กิโลเมตร) เราจะเติมคำว่า อัลโต ซึ่งแปลว่า ชั้นกลาง ไว้ข้างหน้า เช่น เราเรียกเมฆก้อนชั้นกลางว่า เมฆอัลโตคิวมูลัส (Altocumulus) และเรียกเมฆแผ่นชั้นกลางว่าเมฆอัลโตสเตรตัส (Altostratus)

            หากเป็นเมฆชั้นสูง (2 - 6 กิโลเมตร) เราจะเติมคำว่า เซอโร ซึ่งแปลว่า ชั้นสูง ไว้ข้างหน้า เช่น เราเรียกเมฆก้อนชั้นสูงว่า เมฆเซอโรคิวมูลัส (Cirrocumulus) เรียกเมฆแผ่นชั้นสูงว่าเมฆเซอโรสเตรตัส (Cirrostratus)  และเรียกชั้นสูงที่มีรูปร่างเหมือนขนนกว่า

เมฆเซอรัส (Cirrus)

กลับด้านบน

ประเภทของเมฆ

·         เมฆชั้นสูง (High Clouds)  เกิดขึ้นที่ระดับสูงมากกว่า 6 กิโลเมตร

เมฆเซอโรคิวมูลัส (Cirrocumulus)
เมฆสีขาว เป็นผลึกน้ำแข็ง มีลักษณะเป็นริ้วคลื่นเล็กๆ 
มักเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้าบริเวณกว้าง
เมฆเซอโรสเตรตัส (Cirrostratus)
เมฆแผ่นบาง สีขาว เป็นผลึกน้ำแข็ง ปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง โปร่งแสงต่อแสงอาทิตย์   บางครั้งหักเหแสง ทำให้เกิดดวงอาทิตย์ทรงกลด และดวงจันทร์ทรงกลด เป็นรูปวงกลม สีคล้ายรุ้ง

เมฆเซอรัส (Cirrus)
เมฆริ้ว สีขาว รูปร่างคล้ายขนนก เป็นผลึกน้ำแข็ง 

มักเกิดขึ้นในวันที่มีอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเข้ม

·         เมฆชั้นกลาง (Middle Clouds) เกิดขึ้นที่ระดับสูง 2 - 6 กิโลเมตร

เมฆอัลโตคิวมูลัส (Altocumulus)
เมฆก้อน สีขาว มีลักษณะคล้ายฝูงแกะ ลอยเป็นแพ มีช่องว่างระหว่างก้อนเล็กน้อย
เมฆอัลโตสเตรตัส (Altostratus)
เมฆแผ่นหนา ส่วนมากมักมีสีเทา เนื่องจากบังแสงดวงอาทิตย์ ไม่ให้ลอดผ่าน   และเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้างมาก 
หรือปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมด

เมฆชั้นต่ำ (low  cloud)จะมีระดับความสูงจากพื้นไม่เกิน 6,500 ฟุต

 สตราโตคิวมูลัส(Stratocumulus)

มีลักษณะค่อนข้างกลมมากกว่าแบน  สีเทา  เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ  มักอยู่ชิดติดกันจนเป็นลูกคลื่น  ทนทานต่อกระแสลมไม่อ่อนไหวง่าย เมฆชนิดนี้แสดงถึงสภาวะอากาศที่อาจจะมีฝนตกในบริเวณนั้นแต่ถ้าเบาบางลงอากาศก็แจ่มใส

 สเตรตัส(Stratus)

เมฆที่อยู่ต่ำสุดและอยู่ในแนวนอนคล้ายหมอกหรือคล้ายแผ่นฟิล์มบาง ๆ ทำให้ท้องฟ้ามีลักษณะเป็นฝ้าเกิดจากหมอกที่ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน มักปรากฏในตอนเช้ามืดหรือสาย  หรือหลังฝนตก

 

นิมโบสเตรตัส(Nimbostratus)

มีลักษณะเป็นแผ่นหนาสีเทาแก่สม่ำเสมอ  ทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้มแผ่กว้างออกไปไม่เป็นรูปร่าง ซึ่งเป็นเมฆที่ก่อให้เกิดฝนตกต่อเนื่องคือ เมฆฝน

สีของเมฆ

ตัวอย่างเมฆที่มีสี

สีของเมฆนั้นบ่งบอกถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเมฆ

เมฆเกิดจากไอน้ำลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง เย็นตัวลง และ ควบแน่นเป็นละอองน้ำขนาดเล็ก ละอองน้ำเหล่านี้มีความหนาแน่นสูง แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องทะลุผ่านไปได้ไกลภายในกลุ่มละอองน้ำนี้ จึงเกิดการสะท้อนของแสง ทำให้เราเห็นเป็นก้อนเมฆสีขาว ในขณะที่ก้อนเมฆกลั่นตัวหนาแน่นขึ้น ละอองน้ำเกิดการรวมตัวขนาดใหญ่ขึ้นจนในที่สุดตกลงมาเป็นฝน ในระหว่างกระบวนการนี้ละอองน้ำในก้อนเมฆซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น จะมีช่องว่างระหว่างหยดน้ำมากขึ้น ทำให้แสงสามารถส่องทะลุผ่านไปได้มากขึ้น ซึ่งถ้าก้อนเมฆนั้นมีขนาดใหญ่พอ และ ช่องว่างระหว่างหยดน้ำนั้นมากพอ แสงที่ผ่านเข้าไปก็จะถูกซึมซับไปในก้อนเมฆและสะท้อนกลับออกมาน้อยมาก ซึ่งการซึมซับและการสะท้อนของแสงนี้ส่งผลให้เราเห็นเมฆตั้งแต่ สีขาว สีเทา ไปจนถึง สีดำ

สีของเมฆที่ใช้ในการบอกสภาพอากาศ:

 

กลับด้านบน

กลับหน้าแรก

ที่มา: http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%86

http://www.oknation.net/blog/scienceteach/2007/12/06/entry-2

http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/nongkhai/suttirut_sri/sec03p03.html

 

กลับด้านบน