ยาพาราเซตามอล
ยาแก้ไอ

 

     ยาแก้แพ้หรือ Antihistamine เป็นยาที่มีใช้กันอย่างกว้างขวางในการรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งของ สารฮีสตามีน

     (Histamine-related disease) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคภูมิแพ้ (Allergic disorders) และโรคผิวหนัง (Dermatology disease) 

     โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มักมีการอักเสบเกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อย จึงควรทำความเข้าใจถึงหลักการใช้ยาในกลุ่มนี้ให้ถูกต้อง

     โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ เทียบกับค่าใช้จ่าย หรือความคุ้มและความปลอดภัย

 

     ขบวนการในการเกิดสารฮีสตามีน ฮีสตามีนเป็นสารที่หลั่งมาจาก Mast cells โดยสร้างมาจากขบวนการ Decarboxylation

     ของกรดอมิโนชนิดฮีสติดีน (Histidine) โดยอาศัยเอ็มไซม์ชื่อ 1-Histidine decarboxylase


                                                                            เอ็มไซม์ 1-Histidine decarboxylase
                                                       Histidine ------------------------------------------->Histamine
                                                                                       Decarboxylation

     เนื้อเยื่อที่พบว่ามีความเข้มข้นของ Histamine สูงได้แก่ ปอด เยื่อบุอวัยวะหรือเซลต่างๆ (mucous membrane)

     สารฮีสตามีน จะถูกสร้างและเก็บอยู่ใน Mast cells และเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล (basophile) ซึ่งเมื่อถูกกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้

     (Allergen) หรือกลไกอื่นๆ Mast cells และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล (basophile)ก็จะหลั่งสารฮีสตามีนออกมากระจายไปตามเนื่อเยื่อ

     และกระแสโลหิต ภายในเวลา 2-3 นาทีโดยมีระดับสูงสุดที่ 5นาที และจะกลับสู่ภาวะปกติภายในเวลา 30 นาที

 

     ขบวนการหรือโรคใดก็ตามที่กระตุ้น Mast cells และ Basophile ให้หลั่งสารฮีสตามีน ออกมามากเกินความต้องการก็จะก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ 

     โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ตัวจับสารฮีสตามีน (histamine receptor) ซึ่งพบได้ในกล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle)

     หรือผนังหลอดเลือดทั่วๆไป เมื่อ receptor ไปจับกับสารฮีสตามีนซึ่งหลั่งมาจาก Mast cells / Basophile ที่ถูกกระตุ้นจาก Allergen

     แล้วมีผลออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆของร่างกาย เช่น

     - ไปออกฤทธิ์ต่อ Sensory nerve ที่ผิวหนัง ก็จะทำให้เกิดอาการคัน (itching  / pruritis) 

     -ไปออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดทั่วๆไปทำให้เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง

     - ไปออกฤทธิ๋ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหดเกร็ง / หืด (bronchospasm) 

     - ไปออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร จะเกิดอาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น

     อาการต่างๆดังกล่าวเป็นผลมาจากการหลั่งของสารฮีสตามีน และขบวนการอื่นที่เกี่ยวข้องมากมาย                 

 

     ปัจจุบันได้มีการจัดแบ่งประเภทของยาต้านฤทธิ๋ฮีสตามีน(Anti-Histamine) ออกได้เป็น 3 รุ่นดังนี้

     1. รุ่นที่ 1 (First generation) Sedating Antihistamine : เป็นกลุ่มแอนตี้ฮีสตามีนที่ผ่านตัวกลางของระบบเลือดและสมองได้ดี

          จึงมีฤทธิ์ข้างเคียงต่อระบบประสาทสมองส่วนกลางผลคือทำให้เกิดอาการมึนซึมไม่สดชื่นง่วงนอนและยังมีอาการ

          ไม่พึงประสงค์เช่น คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก ตัวยาในกลุ่มนี้ได้แก่

          - Chlophenilamine / Hydroxyzine / Tripolidine / Brompheniramine

          ข้อดีของยากลุ่มนี้คือสามารถลดอาการน้ำมูกไหลได้ กรณีที่น้ำมูกนั้นไม่ได้เกิดจากการหลั่งของฮีสตามีน 

          สามารถลดอาการคันได้ดีกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ

     2. รุ่นที่ 2 (Second generation) Nonsedating Antihistamines : ยากลุ่มนี้ได้พัฒนาเพื่อแก้จุดด้อยของยาในกลุ่มที่ 1 โดยมีจุดเด่น

          3ประการคือ

          - ไม่ง่วง

          - ออกฤทธิ์นานกว่า 12 ชั่วโมง จนถึงหลายวัน

          - ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับ receptorต่อฮีสตามีนทำให้ได้ผลการรักษาได้ดีกว่ากลุ่มแรก 

          ยากลุ่มนี้ได้แก่ Terfenadine / Astemizole / Lolatadine / Mequitazine / Acrivastine / Azelastine / Ebastine / Epinastine

          ข้อจำกัดของยาบางตัวในกลุ่มนี้เช่น Terfenadine / Astemizole จะต้องผ่านขบวนการเมตาโบลิซึ่มที่ตับเพื่อให้ได้สาร active form

          ในการออกฤทธิ์ต้านสารฮีสตามีน ปัญหาที่เกิดคือ ปฏิกริยาระหว่างยาที่มีผลต่อตับ เช่น ketoconazole และ Macrolide จะมีผลทำให้

          การเมตาโบไลท์ของยา Terfenadine / Astemizole ที่ตับได้ลดลง มีผลต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ อาจรุนแรงถึงกับเสียชีวิต

     3. รุ่นที่ 3 (Third generation) ยากลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมีคุณสมบัติเหมือนรุ่นที่ 2 แต่หลีกเลี่ยงปัญหาเกี่ยวกับการเมตาโบลิซึ่ม ที่ตับ 

          โดยได้พัฒนาในรูปแอคทิฟเลย จึงไม่มีผลต่อหัวใจ ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Fexofenadine / Certizine

      หลักการใช้ยาต้านฮีสตามีน


          - โรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic rhinitis) 

          คนไทยส่วนใหญ่จะมีอาการจามร่วมกับอาการคัดจมูกจึงควรรักษาด้วยยาต้านฮีสตามีนในรุ่นที่ 2 ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

          (Decongestant)ผู้ป่วยอาจมีภาวะอักเสบอื่นๆร่วมด้วย ควรให้ยาพ่นจมูกพวก Corticosteroid เสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

          - เยื่อจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้และโรคหวัด (Non-allergic rhinitis&Common cold

          ยาในกลุ่มต้านฮีสตามีน รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3ถูกใช้อย่างแพร่หลาย แต่จริงๆแล้วจะสู้รุ่นที่ 1ไม่ได้เพราะสามารถลดน้ำมูกที่ไม่ได้เกิดจาก

          สารฮีสตามีน ได้ดีกว่าโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

          - การรักษาลมพิษและโรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Urticaria-Angioedema and Atopic Dermatitis)

          อาการแพ้ทางผิวหนังแบ่งออกเป็นชนิดเฉียบพลัน 9Acute Urticaria)ซึ่งมักเกิดจากการแพ้อาหาร หรือยา หรือสารเคมีต่างๆ 

          และแบบชนิดเรื้อรัง (Chronic Urticaria)ซึ่งมักจะเป็นประเภทไม่ทราบสาเหตุแน่นอนการรักษาสามารถใช้ยาต้านฮีสตามีนได้ทั้ง 3 รุ่น

          เพราะไม่มีผลแตกต่างในการรักษา สำหรับชนิดเรื้อรังควรให้ยาที่มีฤทธิ์ยาวและไม่ง่วง

          - โรคหืด (Asthma) ส่วนใหญ่จะนิยมใช่ยาต้านฮีสตามีนรุ่นที่ 2 เนื่องจากมีฤทธิ์แก้แพ้และแก้อักเสบร่วมด้วย ส่วนยาในรุ่นที่ 1

          ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะทำให้เสมหะเหนียว ยากต่อการขับออก ยกเว้นผู้ป่วยมี Allergic rhinitis ร่วมด้วย จึงจะพิจารณาให้ใช้ยาในกลุ่มที่ 1

          - การรักษาอาการคัน (Pruritus) การใช้ยาในรุ่นที่ 1น่าจะให้ผลดีกว่าเพราะ มีฤทธิช่วยให้ง่วงช่วยลดอาการคันได้ดีโดยเฉพาะ

          ในช่วงเวลากลางคืน

 

      ข้อแนะนำในการใช้ยา


          - ยาในรุ่นที่ 1ให้ระวังในการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง  เพราะจะทำให้มีอาการง่วงมากขึ้น ได้แก่ยานอนหลับ

          ยาระงับประสาท และพวก Alcohol

          - ยาในรุ่นที่ 2ให้ระวังการใช้ยาร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเมตาโบลิซึ่มของตับ ซึ่งมีผลเสี่ยงต่อการทำงานของหัวใจ

          ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาร่วมกับ Macrolides / Azoles group ร่วมไปถึงยาเกี่ยวกับโรคหัวใจ

          - ยาในรุ่นที่ 3 เป็นยากลุ่มที่ไม่มีปัญหาเหมือนรุ่น 1 และ 2แต่จะมีปัญหาในเรื่องราคายาที่มีราคาค่อนข้างสูง