
เอาล่ะครับ จากหน้าเมื่อกี้เราก็ได้รู้ประวัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกันแล้ว มาหน้านี้เราก็มาเรียนรู้เกี่ยวกับสาขาที่เราเรียนซักหน่อยนะครับ นั่นก็คือเทคนิคการแพทย์ แพทย์ แพทย์...
![]() |
ในร่างกายของมนุษย์
ระบบการหมุนเวียนขอฃเลือดประกอบด้วยหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญ
ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ
ของร่างกายโดยมีเส้นเลือดเป็นท่อลำเลียงเลือด
ดังนั้นระบบหมุนเวียนเลือดของคนเราจึงประกอบด้วยส่วนสำคัย
3
ส่วน
คือเลือด (blood)
เส้นเลือด (blood
vessels)
หัวใจ (heart)
ในร่างกายของคนเรามีเลือดอยู่ประมาณ 6,000
ลูกบาศก์เซนติเมตร (6
ลิตร)
เลือดประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำเลือด (plasma)
กับส่วนที่เป็นของแข็ง
คือ
เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
ส่วนที่เป็นของเหลว
คือ น้ำเลือดหรือพลาสมาประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆ
ซึ่งได้แก่ สารอาหารที่ถูกย่อยแล้วรวมทั้งวิตามิน เกลือแร่ ฮอร์โมน
และสารอื่นๆ
ที่ละลายน้ำได้สารเหล่านี้จึงอยู่ในรูปของสารละลายมีประมาณ
50
เปอร์เซ็นต์ของเลือดทั้งหมด
น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ถูกดูดซึม
จากลำไส้เล็กไปสู่ส่วนต่างๆ
ของเซลล์ทั่วร่างกายและลำเลียงของเสียที่เป็นของเหลวจากเซลล์ เช่น ยูเรีย มาสู่ไต
ซึ่งไตจะสกัดเอายูเรียออกจาก
เลือดแล้วขับถ่ายออกมาในรูปของปัสสาวะ
ส่วนที่เป็นของแข็ง
มีอยู่ประมาณ
50
เปอร์เซ็นต์ของเลือดทั้งหมด
ประกอยด้วย
1.เซลล์เม็ดเลือดแดง(RBC)
เป็นเซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียสทำหน้าที่ขนส่งแก๊สออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ทั่วร่างกายและขนส่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการสลายอาหารจากเซลล์มาสู่ถุงลมในปอดเพื่อขับถ่ายออกนอกร่างกายทางลมหายใจออก
2.เซลล์เม็ดเลือดขาว(WBC) มีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง ภายในเซลล์มีนิวเคลียส ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
เกล็ดเลือด(Platelet)
เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ที่มีรูปร่างเป็นแผ่นเล็กๆ ปนอยู่ในน้ำเลือด
ไม่มีนิวเคลียสมีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวเวลาเกิดบาดแผลเล็กๆ
เกล็ดเลือดจะทำให้เกิดเส้นใย ( fibrin )
ปกคลุมบาดแผลทำให้เลือดหยุดไหล
เป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมากเกินไป
2.
เส้นเลือด
( blood vessels )
แบ่งออกเป็น
3
ประเภท คือ
1.
เส้นเลือดอาร์เทอรี ( artery vessels )
คือ
เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ หรือเรียกว่า เส้นเลือดแดง
ส่วนใหญ่มีออกซิเจนสูง ยกเว้น
เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ
ห้องล่างขวาไปฟอกที่ปอด
ถ้าใช้นิ้วมือแตะดูจะรู้สึกถึงการพองตัวและหดตัวของเส้นเลือดอาร์เทอรีที่เรียกว่า
“
ชีพจร” ( pulse )
ซึ่งคนปกติขณะพักผ่อนหัวใจจะบีบตัวประมาณ
60-70
ครั้งต่อนาที
2.
เส้นเลือดเวน
( vein vessels )
คือ
เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจหรือ เรียกว่า เส้นเลือดดำ ส่วนใหญ่มีออกซิเจนต่ำ
ยกเว้น
เส้นเลือดที่นำเลือดจากปอดเข้าสู่หัวใจ
3.
เส้นเลือดฝอย(Capillary)
คือ เส้นเลือดที่มีขนาดเล็กที่สุด
มีลักษณะเป็นร่างแหแทรกอยู่ในอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย
มีผนังบางที่สุดซึ่งสามารถแลกเปลี่ยน
สารต่างๆ
เช่นแก๊สออกซิเจน
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และของเสียอื่นๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์ร่างกาย
โดยวิธีการแพร่ผ่านผนังเส้นเลือดฝอย
3.
หัวใจ
( heart )
หัวใจของคนมีรูปร่างคล้ายดอกบัวตูม ตั้งอยู่ในทรวงอกค่อนไปทางซ้าย
หัวใจคนเราแบ่งเป็น 4
ห้อง ห้องบน
2
ห้อง
มีผนังบาง เรียกว่า
เอเทรียม ( atrium )
ส่วนสองห้องล่างมีขนาดใหญ่กว่าและผนังหนาเรียกว่า เวนทริเคิล (
ventricle )
ระหว่างห้องบนกับห้องล่างทั้งสองซีกจะมีลิ้นหัวใจ (
value )
คอยเปิด-ปิด
เพื่อกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
หัวใจจะทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
โดยจะรับเลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดเข้าทางหัวใจห้องบนซ้ายผ่านต่อมายังหัวใจ
ห้องล่างซ้าย
เพื่อส่งออกไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ
ของร่างกายและจะรับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจากส่วนต่างๆ
ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจทางหัวใจห้องบนขวา
และผ่านต่อไปยังหัวใจห้องล่างขวาเพื่อส่งไปยังปอด
เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจะไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจนและกลับเข้าสู่หัวใจอีกครั้งหมุนเวียนตลอดเวลาอย่างเป็นระบบ
โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยถึงร้อยละ 10 ในประชากรไทย และพบว่าประชากรไทยเป็นพาหะของโรครวมกันนี้ประมาณ ร้อยละ 40 ( พาหะโรคธาลัสซีเมีย หมายถึง ผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียผิดปกติเพียงข้างเดียว และยังคงเหลือยีนที่ปกติอีก 1 ข้างซึ่งเพียงพอที่จะทำหน้าที่ได้เพียงพอที่ร่างกายจะไม่เกิดความผิดปกติ ผู้ที่พาหะหรือเป็นแฝงของโรคธาลัสซีเมียจะมีสุขภาพเหมือนคนปกติทั่วไป)
โรคธาลัสซีเมียนี้เป็นโรคซีดที่เกิดจากมียีนผิดปกติซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย สาเหตุนั้นเกิดจากการสร้างโปรตีนในเม็ดเลือดที่ชื่อว่า “ฮีโมโกลบิน” ลดลง อาการแสดงของโรคจะแตกต่างกันตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงซีดมากจนต้องให้เลือดทดแทน หรือบางรายที่เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุดอาจจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาหรือภายหลังคลอด ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียที่รุนแรงน้อยลงมาก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเหมาะสม โรคธาลัสซีเมียจึงเป็นโรคที่มีผลกระทบในด้านสุขภาพ จิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การป้องกันและควบคุมโรคธาลัสซีเมียจึงมีความจำเป็นมาก โดยการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสถานภาพ และป้องกันไม่ให้มีทารกที่เกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือลดจำนวนทารกเกิดใหม่ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียลงให้มากที่สุด ดังนั้นการหาแนวทางที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียโดยการจัดอบรมต่างๆ รวมถึงมีการคัดกรองพาหะของโรคนี้ด้วย
โรคธาลัสซีเมียมีลักษณะการถ่ายทอดแบบพันธุกรรม (พันธุ์ด้อย) กล่าวคือ หากมีความผิดปกติเพียงยีนเดียวจะไม่ปรากฏอาการ แต่หากมีความผิดปกติของยีนของทั้ง 2 ข้าง จึงจะมีอาการ เช่น
ถ้าพ่อหรือแม่เป็นพาหะเพียงคนเดียวและอีกฝ่ายมียีนปกติ โอกาสที่ลูกเป็นพาหะเท่ากับร้อยละ 50 แต่จะไม่มีลูกคนใด เป็นโรค
![]() |
ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคเพียงคนเดียวและอีกฝ่ายมียีนปกติ ลูกทุกคนจะมียีนแฝงแต่ลูกจะไม่เป็นโรค ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคควรแต่งงานกับผู้ที่ปกติไม่มียีนโรคธาลัสซีเมียแฝงอยู่ วิธีนี้ลูกจะไม่เป็นโรค
ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคเพียงคนเดียว และอีกฝ่ายมียีนแฝง ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4 โอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4 เช่นกัน
ถ้าพ่อและแม่มียีนแฝงทั้งคู่ โดยไม่มีอาการผิดปกติ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 โอกาสที่ลูกมียีนแฝงเหมือนพ่อหรือแม่เท่ากับร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4 โอกาสที่จะมีลูกปกติเท่ากับร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 โอกาสเสี่ยงเท่ากันในทุกการตั้งครรภ์
ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียส่วนใหญ่จะมีอาการซีด รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปลง กระดูกบริเวณโหนกแก้มโปนขึ้น, หน้าผากยาว ในเด็กพบว่าการเจริญเติบโตช้า กระดูกแขนขาหักง่าย ตับม้ามโต มีแผลที่ขาได้บ่อยๆ มีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้มากกว่าปกติ ถ้าซีดมากมีโอกาสที่หัวใจล้มเหลวได้ เนื่องจากในผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องรับเลือดบ่อยๆ จึงพบภาวะเหล็กเกิน และต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติได้
การตรวจวินิจฉัย
การวินิจฉัยพาหะโรคธาลัสซีเมีย ต้องใช้เทคนิคที่เหมาะสมเพื่อให้ผลถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งจะมีผลต่อการให้การปรึกษาและตัดสินใจเกี่ยวกับการมีบุตรของผู้ที่มียีนแฝงของโรคธาลัสซีเมีย (ผู้ที่เป็นพาหะ) ด้วยการตรวจหาความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง การดูความเปร่าของเม็ดเลือด และการตกตะกอนของฮีโมโกลบินที่ไม่อยู่ตัว หรือตรวจหาชนิดของฮีโมโกลบินและการตรวจความผิดปกติของโรคในระดับของ DNA หรือยีน
ประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของผู้ที่มียีนโรคธาลัสซีเมียแฝงสูงมากถึงร้อยละ 30-40 ของประชากรไทย โดยไม่มีอาการแสดงความผิดปกติ สามารถแบ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียได้เป็น 2 กลุ่มดังนี้
1.
ผู้ที่อาจจะมียีนแฝงของโรค :
ควรได้รับการตรวจเลือดซึ่งได้แก่
ก.
คนไทยทุกคน
ข.
ถ้ามีคนในครอบครัว เช่น พี่ น้อง
ญาติที่ป่วยเป็นธาลัสซีเมียมีโอกาสที่จะมียีนของโรคนี้แฝงอยู่จะสูงขึ้นกว่าคนทั่วไป
2.
ผู้ที่มีโรคแฝงอย่างแน่นอน
โดยไม่ต้องตรวจเลือด
ได้แก่
ก.
ถ้ามีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียแสดงว่า
ทั้งพ่อและแม่มียีนแฝงหรือเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียอย่างแน่นอน
ข.
ถ้าผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีอาการไม่รุนแรงมาก มีบุตร
บุตรทุกคนจะมียีนของโรคธาลัสซีเมียอย่างแน่นอน
แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยภาวะที่มียีนของโรคแฝงโดยอาศัยประวัติครอบครัวและการตรวจเลือดวิธีพิเศษ สำหรับการตรวจหายีนของโรคธาลัสซีเมีย การที่ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี เคยได้รับการตรวจเช็คร่างกาย มีลูกปกติแล้ว 1-2 คน หรือแม้แต่ผู้ที่เคยบริจาคเลือด ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่ามิได้มียีนแฝงของโรคธาลัสซีเมียแฝง ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการมียีนของโรคแฝงหรือพาหะนั้นควรไปพบไปพบแพทย์ ตรวจเลือดหายีนของโรคธาลัสซีเมียแฝงก่อนที่จะว่างแผนแต่งงานหรือ มีบุตรคนต่อไป เพื่อป้องกันการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย
การป้องกันและควบคุมโรคธาลัสซีเมียที่จะให้ได้ผลสำเร็จได้นั้นมีความสำคัญที่การให้คำปรึกษาและแนะนำในผู้ที่จะเตรียมแต่งงาน หรือต้องการมีบุตร ผู้ที่เป็นพาหะของโรคฯ ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ผู้ที่มารับการปรึกษานั้นเข้าใจเกี่ยวกับการถ่ายทอดโรค การป้องกันไม่ให้เด็กเกิดใหม่เป็นโรคหรือพาหะของโรค รวมทั้งเข้าใจสถานการณ์ของโรคในปัจจุบัน เพื่อคุณภาพของเด็กไทยในอนาคต
![]() ![]() ![]() ![]() ![]()
|

เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ