|
Interior
Designing
การตกแต่งภายในห้องต่างๆ
ห้องนั่งเล่น
ห้องนอน 
ห้องน้ำ
ห้องรับแขก
ห้องครัว
ห้องรับประทานอาหาร
ห้องนั่งเล่น
1.
การจัดวาง
ห้องนั่งเล่นเป็นห้องที่ใช้เป็นศูนย์กลาง
กิจกรรมของครอบครัวควรจะอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางในบ้านมีการเข้าถึงได้ง่ายและแยกส่วนกับพื้นที่ต้อนรับแขกภายนอกห้องนั่งเล่นควรเป็นพื้นที่ที่สดใส
ไม่ว่าจะนั่งพูดคุยกับผู้ใหญ่หรือเล่นเกมส์กับเด็ก
ภายในห้องควรมีการใช้งานที่เปลี่ยนไปมาตามช่วงเวลาการจัดที่นั่งควรเปิดโอกาสให้เคลื่อนย้ายได้
เมื่อมีคนจำนวนน้อยจัดรวมกันเพียงกลุ่มเดียว
ถ้ามีคนจำนวนมากสามารถเสริมเก้าอี้ได้อีก
2.
การเลือกวัสดุและสีห้องนั่งเล่นโดยส่วนมากสามารถที่จะตกแต่งโดยเลือกวัสดุและสีได้หลากหลายได้ตามความชอบเพราะเป็นห้องที่มีจุดประสงค์ในการใช้งานเพื่อการผ่อนคลาย
การเลือกใช้วัสดุและสีอาจเน้นให้เป็นความสนุกสนานมีสีสันฉูดฉาด
หรืออาจเลือกโทนสีและวัสดุแบบนุ่มนวลเพื่อการผ่อนคลายก็ได้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมหลักของเจ้าของบ้านว่าต้องการจะใช้เป็นกิจกรรมที่เน้นไปในทิศทางใด
3.
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและการตกแต่ง
เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในห้องนั่งเล่นควรเลือกใช้ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เช่น
เก้าอี้นั่งปรับมุมหรือความสูงได้หรือเก้าอี้เอนหลังอาจมีที่วางเท้า
และควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดกลางที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย
ควรหลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ไม้แข็งกระด้างหรือเก้าอี้ผ้าหนาหนักยวบเพราะไม่เหมาะกับการนั่งเป็นเวลานาน
ๆ
และควรมีพื้นที่โล่งเพื่อปรับเปลี่ยนกิจกรรม
ควรมีโต๊ะกลางขนาดเล็กสองสามตัวดีกว่าใช้ตัวใหญ่ตัวเดียวเผื่อการแยกวงกิจกรรมหลายรูปแบบในช่วงเวลาเดียวกันได้
หากมีสมาชิกจำนวนมากมีหลากหลายกิจกรรมสามารถแบ่งแยกได้โดยใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว
เช่นตู้เตี้ยที่เชื่อมต่อกันได้ด้วยสายตาหรือตกแต่งผนังบางด้านเป็นชั้นวางของผนังด้านที่ไม่ใช้ทำเป็นตู้
จะทำให้มีผิวสัมผัสต่างไป
ห้องที่ใช้งานประจำวันมากควรทำให้อยู่สบายมักจะเป็นห้องที่ตกแต่งด้วยสีอย่างกลมกลืนไม่ขัดแย้งรุนแรง
4.
แสงและเสียงในห้องนั่งเล่น
ห้องนั่งเล่นสามารถทำเป็นห้องโฮมเธียเตอร์ได้ไปในตัว
ควรเลือกวัสดุดูดซับเสียงติดที่ฝ้าเพดานหรือผนัง
4
ด้าน
เช่น
แผ่นยิปซั่มบอร์ดรุ่นดูดซับเสียง
หรืออาจใช้พรมปูพื้นห้องแทนและควรคำนึงถึงพื้นที่การจัดวางชุดเครื่องเสียงและโทรทัศน์ไม่อยู่ในด้านที่ต้องหันหน้าเผชิญกับแสงแดดที่หน้าต่าง
โซฟาควรเลือกแบบที่ใช้นั่งได้นานโดยไม่เมื่อยล้ามีระยะห่างจากโทรทัศน์อย่างน้อย
1.50
เมตรและควรวางโทรทัศน์ไว้ในตู้แบบมีบานปิด
ส่วนแสงภายในให้จัดเป็นสวิตช์หรี่ไฟได้เป็นจุด
ๆเพื่อให้สามารถหรี่ได้ในเวลาที่ใช้งานห้อง
ห้องนอน
1.
การจัดวาง
ห้องนอนเป็นห้องที่ใช้ในการพักผ่อนและเป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุด
การจัดวางห้องนอนจึงควรจัดให้เป็นห้องที่มีความสบายและผ่อนคลาย
โดยทั่วไปแล้วมักจะจัดไม่ให้เตียงนอนหันหัวในทางตรงข้ามกับประตูเข้าห้องนอน
นอกจากจะเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ที่สามารถเลี่ยงไม่ให้วางเตียงตรงกับประตูได้
ในกรณีที่มีห้องนอนขนาดใหญ่สามารถจัดพื้นที่บางส่วนเป็นส่วนทำงานและเป็นเสมือนด่านหน้าก่อนจะเข้าถึงพื้นที่ส่วนเตียงได้อีกด้วย
แต่การจัดห้องทำงานในห้องนอนนั้นก็ควรมีตู้หรือฉากกั้นเป็นสัดส่วน
เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดหรือการรบกวนกันของการใช้งานทั้ง 2 ส่วน
นอกจากนี้
ปัจจุบันยังนิยมกั้นพื้นที่บริเวณใกล้ห้องน้ำเป็นพื้นที่แต่งตัวอีกด้วย
2.
การเลือกวัสดุและสีห้องนอน
ห้องนอนเด็กควรตกแต่งห้องให้น่าสนใจด้วยจินตนาการของการเลือกสี
เด็กเล็กมักจะให้ความสนใจต่อสี
การเลือกเฟอร์นิเจอร์จึงมักเรียบง่ายแต่เน้นสี
ให้สะดุดตาห้องนอนผู้ใหญ่จะตกแต่งไปตามสไตล์ความชอบส่วนบุคคล
การเลือกโทนสีเนื้อนวล
หรือสีโทนร้อนที่ไม่ร้อนแรงเกินไปเช่นสีเปลือกไข่ไก่ สีเหลืองอ่อนๆ
จะช่วยทำให้ห้องมีความสว่างสดใสและอบอุ่น
มีบรรยากาศพักผ่อนที่ดีอุปกรณ์เครื่องนอนควรเลือกผ้าฝ้ายธรรมชาติ
ที่ไม่ผ่านการฟอกย้อม
3.
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและการตกแต่ง
ในห้องนอนโดยมากไม่ควรปูพรมเพราะจะเป็นที่สะสมของไรฝุ่น
ควรปูพื้นไม้ที่ให้ความเป็นธรรมชาติและทำความสะอาดง่าย
แม้แต่ผ้าเช็ดเท้าหน้าเตียงก็ควรหลีกเลี่ยงพรมขนฟูควรใช้ผ้าฝ้ายผืนพอเหมาะที่สามารถซักได้
และเลือกหมอนที่ซักล้างทำความสะอาดได้ง่าย หากต้องมีพรมให้ใช้พรมขนสัตว์แท้
หรือพรมจากวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ แทนพรมสังเคราะห์
ไม่ควรมีเฟอร์นิเจอร์กีดขวางทิศทางจากห้องนอนไปห้องอื่นที่สำคัญในบ้าน เช่น
จากเตียงสู่ห้องน้ำเนื่องจากอาจมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าห้องน้ำในเวลากลางคืน
เตียงนอนไม่ควรหันปลายเท้าทางประตูทางเข้าเพราะเมื่อมีผู้เข้าออกจะทำให้รบกวนผู้นอน
ตู้เสื้อผ้า
Built-in
จะสร้างได้พอเหมาะกับที่ว่างที่มีอยู่
และใช้ปิดมุมเสาให้ห้องดูนุ่มนวลลงได้
ประตูตู้เป็นบานเปิดหรือบานเลื่อนขึ้นอยู่กับที่ว่างหน้าตู้ที่มีอยู่
ถ้าที่ว่างน้อยควรใช้ประตูเป็นบานเลื่อน
4.
แสงและเสียงในห้องนอน
ห้องนอนเป็นห้องที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุดในบ้านการจัดวางทิศทางต้องคำนึงถึงช่องเปิดหรือหน้าต่างที่
จะรับลมได้ดีถ้าไม่มีเครื่องปรับอากาศสำหรับบ้านในกรุงเทพทิศทางลมจะมาจากทุกทิศทางควรทำช่องเปิดมากกว่าหนึ่งด้าน
ผู้อยู่อาศัยที่ชื่นชอบแสงเวลาเช้าให้หันทิศทางห้องนอนทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
คนส่วนมากที่ไม่ชอบตื่นเช้าให้หันทิศทางห้องและหัวนอนไปทางทิศเหนือ
และไม่หันหัวเตียงไปทางหน้าต่าง แสงที่เข้ามาจะเป็น
Indirect Light
สะท้อนที่ผนังก่อนจะเข้าตา
ช่วยไม่ให้แสงแยงเข้าตาเราสามารถแยกส่วนห้องนอนกับห้องแต่งตัวออกจากกันเพื่อให้ห้องนอนมีขนาดกว้างขวางขึ้นบริเวณแต่งตัวและโต๊ะเครื่องแป้ง
ควรแยกเป็นสัดส่วนกับบริเวณนอน
และต่อเนื่องกับห้องน้ำในกรณีที่มีห้องน้ำติดกับห้องนอน
ไม่ควรอยู่ทางเข้าเนื่องจากจะทำให้เห็นความไม่เรียบร้อย
ห้องน้ำ
1.
การจัดวาง
ห้องน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ติดกับห้องนอนหรืออยู่บริเวณโถงและทางเดินเชื่อมหน้าห้องแต่ละห้อง
บ้านสองชั้นอาจต้องการห้องน้ำสำหรับแขก
หรือสมาชิกในบ้านช่วงเวลาที่อยู่ชั้นล่าง
ซึ่งห้องน้ำ ประเภทนี้
จะมีเพียงอ่างล้างหน้าโถส้วม และที่ปัสสาวะชายเท่านั้น ห้องน้ำชั้นบน
และชั้นล่างควรมีตำแหน่งที่ตรงกันเพื่อความสะดวกในการเดินระบบท่อควรจัดวางทิศทางห้องน้ำไว้ทางทิศใต้
หรือทิศตะวันตกเพื่อให้ได้รับแดดบ่ายได้เต็มที่ซึ่งเป็นการฆ่าเชื้อโรคทั้งนี้ต้องคำนึงถึงการระบายอากาศด้วยโดยควรมีหน้าต่างระบายอากาศและรับแสงแดด
และไม่มีส่วนมุมอับทึบมากเพราะทำให้ไม่สะดวกต่อการทำความสะอาด
การแบ่งกลุ่มประโยชน์ใช้สอยภายในห้องน้ำ แบ่งเป็นส่วนแห้ง
ได้แก่อ่างล้างมือ กระจก ชั้นวางของโถส้วมและส่วนเปียก
ซึ่งได้แก่บริเวณอาบน้ำหรืออ่างอาบน้ำการจัดเรียงลำดับสุขภัณฑ์ควรเรียงลำดับตามความถี่ของการใช้งาน
สิ่งที่ใช้มากคืออ่างล้างหน้าซึ่งควรจัดไว้ใกล้กับประตูเข้าออกส่วนโถส้วมไม่ควรจัดให้เปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นเป็นสิ่งแรก
เพราะจะเป็นภาพที่ไม่น่าดู
2.
การเลือกวัสดุและสีห้องน้ำ
ควรเลือกตกแต่งห้องน้ำอย่างเรียบง่ายใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถเลือกกระเบื้องปูพื้นและผนังที่ผลิตออกมาหลากหลายแบบทั้งที่มีสีและผิวเลียนแบบธรรมชาติ
นอกจากนั้นยังเลือกใช้วัสดุธรรมชาติแท้ ๆ เช่น หินและหินกาบ
มาตกแต่งเพิ่มเติมในบางจุดได้
พื้นห้องน้ำควรเลือกใช้วัสดุที่มีความปลอดภัยโดยเฉพาะห้องน้ำในบ้านที่มีเด็กและผู้สูงอายุ
โดยเลือกกระเบื้องที่ออกแบบสำหรับปูพื้นซึ่งสามารถกันลื่นได้
ถ้ามีลวดลายในแผ่นหรือมีแผ่นเล็กต้องมีการยาแนวมากจะทำให้เกิดแรงเสียดทานมากขึ้น
แต่อาจจะต้องทำความสะอาดมากขึ้นด้วยกระเบื้องปูพื้นและผนังควรเลือกโทนสีอ่อนที่นุ่มนวลสบายตา
และเมื่อสกปรกสามารถมองเห็นและทำความสะอาดได้ง่าย
ประตูห้องน้ำต้องเลือกชนิดทนน้ำเช่น ไฟเบอร์กลาส หรือพีวีซี
ใช้มือจับก้านบิดหรือกลอนที่ใช้สำหรับห้องน้ำโดยเฉพาะ
3.
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและการตกแต่ง
เฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งสุขภัณฑ์ที่สำคัญในห้องน้ำคือ
อ่างล้างหน้า โถส้วม
และอ่างอาบน้ำหรือบริเวณอาบน้ำ
อ่างล้างหน้าทำมาจากวัสดุหลายประเภทเช่น เครื่องเคลือบดินเผา
โลหะเคลือบหินอ่อน การติดตั้งจะลอยตัวแขวนบนผนัง
หรือติดตั้งฝังเคาน์เตอร์ก็ได้โถส้วมควรเลือกใช้ชนิดที่มีการปล่อยน้ำที่สงบ
เบาและประหยัดน้ำ
ใช้ได้ทั้งหญิงและชายโถส้วมชนิดที่หล่อถังเก็บน้ำและที่นั่งเป็นชิ้นเดียวกัน
จะมีราคาแพงกว่าแบบแยกส่วนกัน แต่จะให้ความสวยงามและคงทนกว่า
ท่อที่ต่อจากโถส้วมมีทั้งต่อลงพื้นโดยตรง
ซึ่งห้องน้ำจะต้องมีเนื้อที่ใต้ห้องน้ำถึงเพดานเพียงพอต่อการเดินระบบท่อหากไม่มีที่ว่างระหว่างเพดานและพื้นชั้นสองเพียงพอ
ให้เลือกใช้โถส้วมประเภทท่อของเสียออกจากโถส้วมทางผนังด้านหลังสุขภัณฑ์ประกอบส้วม
ได้แก่ ที่ใส่กระดาษชำระ
ติดอยู่ด้านขวามือและสายอ่อนชำระซึ่งควรจะติดตั้งอยู่ผนังด้านหลังทางขวาของโถส้วม
4.
ระบบไฟฟ้าในห้องน้ำ
ระบบไฟฟ้าต้องอยู่สูงกว่าระดับพื้นห้องน้ำมากๆ
ส่วนมากนิยมติดที่ผนังบริเวณเคาน์เตอร์ล้างมือและกระจกเงาปลั๊กต้องมีฝาปิดและมีสายดินต้องเตรียมสายไฟให้กับเครื่องทำน้ำอุ่นและที่โกนหนวดด้วย
ให้เลือกเครื่องทำน้ำอุ่นขนาด
3000-3500
วัตต์ก็เพียงพอเนื่องจากอากาศเมืองไทยไม่หนาวจัด
ห้องรับแขก
1.
การจัดวาง
ห้องรับแขกถือเป็นบริเวณกึ่งสาธารณะในบ้านควรจะอยู่ติดกับโถงทางเข้าด้านหน้าบ้านเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกและควรมีทางติดต่อกับห้องรับประทานอาหาร
หรือเฉลียง เพื่อความสะดวกในการย้ายกิจกรรม
ห้องรับแขกควรจัดให้มีการถ่ายเทอากาศได้สะดวก
ไม่ปิดทึบอาจอยู่ติดกับเฉลียงด้วยประตูขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมต่อบริเวณให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ควรอยู่ทิศเหนือหรือทิศตะวันออกเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงบ่าย
2.
การเลือกวัสดุและสีห้องรับแขก
บ้านที่ไม่มีเด็กและใช้ระบบปรับอากาศสามารถปูพรมได้
แต่ถ้ามีเด็ก อาจจะทำให้
ทำความสะอาดได้ยากพื้นควรปูด้วยไม้ปาเก้กระเบื้องเคลือบหรือวัสดุอื่น
ๆแทนแต่จะทำให้รู้สึก แข็งกระด้าง สามารถแก้ได้ด้วย
การเน้นบริเวณสำคัญด้วยพรมเป็นเฉพาะจุด
ไม่ควรปูพรมทั้งห้องเพราะจะเป็นที่สะสมของฝุ่นซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้
สีของผนังหากต้องการโชว์รูปแขวน
ก็ควรทาสีเรียบผ้าม่านควรมีลายสอดคล้องกับผ้าบุเก้าอี้และโซฟาเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันผ้าม่านสีอ่อนจะดูสงบสร้างความรู้สึกของผนังเมื่อปิดม่านสีที่กลมกลืนกันทั้งห้องจะช่วยสร้างบรรยากาศผืนภาพใหญ่เพื่อเน้นความขัดแย้งของสีเช่น
การใช้เฟอร์นิเจอร์หรือพรมสีสะดุดตาการใช้กระถางต้นไม้
จะช่วยให้ห้องดูน่าสนใจขึ้น
3.
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและการตกแต่ง
การจัดเฟอร์นิเจอร์จำเป็นต้องคำนึงถึงตำแหน่งที่นั่งหลักซึ่งเป็นจุดสำคัญของศูนย์กลางห้องเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้จะมีโซฟาเป็นศูนย์กลางของห้อง
โซฟา
3
ที่นั่งเหมาะสำหรับห้องขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่ หรือใช้เป็นโซฟา
2
ตัวต่อกันเป็นมุม
90
องศา
บุเบาะด้วยผ้า หนัง หรือหนังเทียม
ในประเทศไทยอากาศค่อนข้างร้อน
การบุหนังอาจจะทำให้นั่งไม่สบายถ้าไม่ติดเครื่องปรับอากาศ
ควรบุด้วยผ้าด้ายดิบที่สามารถถ่ายเทอากาศได้แทนการใช้หนัง
4.
แสงและเสียงในห้องรับแขก
การใช้แสงธรรมชาติจะช่วยทำให้อารมณ์สดใสได้มากที่สุด
และเน้นแสงเฉพาะจุดในบริเวณที่ให้ความสำคัญ
เช่น
ภาพเขียน
งานประติมากรรม บริเวณที่มีการใช้สอยแตกต่างกันก็ควรใช้แสง แตกต่างกันด้วย
ควรเรียนรู้ที่จะเปิดรับแสงแดด ให้เหมาะกับเวลา อาจนั่ง
จดบันทึกทิศทางการเคลื่อนที่ของแสงอาทิตย์
ที่ส่องเข้ามาภายในห้องทุกวันและจัดผังกลุ่มเก้าอี้ตาม
อย่าจัดกลุ่มโซฟาหันปะทะแสงจ้า
และไม่วางโทรทัศน์รับแสงอาทิตย์กลางวันตรง ๆ
ห้องครัว
1.
การจัดวาง
ห้องครัวตามปกติควรจะตั้งอยู่ในส่วนต่อเนื่องกับห้องรับประทานอาหารและห้องนั่งเล่น
ห้องครัวเป็นบริเวณที่มีกลิ่นอาหาร
ทิศทางการจัดวางห้องครัวจึงควรอยู่ปลายลมหรือบริเวณที่ลมพัดแล้วกลิ่นจะไม่ไปรบกวนห้องอื่น
ๆ
ในบ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ควรแบ่งครัวไทยและครัวฝรั่งออกจากกัน
ให้ครัวไทยอยู่ภายนอกบ้านหรือในห้องแยกต่างหากเพื่อป้องกันกลิ่นจากการทำอาหารส่วนบ้านพักขนาดเล็กอาจใช้ร่วมกัน
และใช้เป็นส่วนเตรียมอาหาร(Pantry)
ไปด้วยในตัว
แต่ควรมีการระบายอากาศที่ดี กรณีที่ไม่มีส่วนระบายอากาศ
อาจจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องดูดควันเหนือเตาออกสู่ภายนอกระยะความสูงจากเตา
0.60
เมตรการปฏิบัติงานในครัวต้องคำนึงถึงการทำงานสามจุดได้แก่
อ่างล้างจานตู้เย็น และเตาไฟ
ทั้งสามจุดดังกล่าวควรเรียงกันในรูปสามเหลี่ยม
และแยกออกจากแนวทางเดินที่ติดต่อกับห้องอื่นการจัดวางแผนผังครัวมีพื้นฐานง่าย
ๆ
หลายรูปแบบดังนี้คือ
-
การจัดครัวตามแนวยาวของผนังหรือสองทางมีทางเดินกลาง
ซึ่งทางเดินกลางไม่ควรเป็นทางผ่านสาธารณะของบ้านเพราะจะขัดขวางการทำงาน
-
การจัดครัวตัวแอล และการจัดครัวตัวยู
เป็นการจัดที่ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด
แต่จะใช้พื้นที่มากมีการแยกส่วนปฏิบัติงานชัดเจน มีอ่างล้างจานส่วนโคนตัวยู
และอีกสองด้านเป็นตู้เย็นและเตา และการจัดครัวแบบมีเกาะกลาง
ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการทำงานหรือใช้เป็นโต๊ะทานอาหารได้
2.
การเลือกวัสดุและสีห้องครัว
อ่างล้างจานเป็นบริเวณที่ใช้งานมากที่สุด นิยมใช้วัสดุเป็นสแตนเลส
อ่างเคลือบโลหะหรือกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ
ทำให้ห้องดูสดใสขึ้นแต่ก็มีราคาแพง
วัสดุผิวหน้าเคาน์เตอร์เตรียมอาหารอาจใช้กระเบื้องเซรามิคได้
แต่ต้องยาแนวระหว่างแผ่นให้ชิดกันมากที่สุดเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค
หรือใช้เคาน์เตอร์ทำจากไม้จริงและเคลือบผิวไม้ด้วยการทาสีและใช้ยูเรเทนสูตรน้ำ
หรือใช้วัสดุธรรมชาติ เช่นหินแกรนิต
หรือสเตนเลสสตีลอุปกรณ์ในงานครัวควรหลีกเลี่ยงพลาสติกลามิเนตผสมอะคริลิกหรือโพลีเอสเตอร์ซึ่งมีส่วนผสมของสารพิษ
เฟอร์นิเจอร์ควรหลีกเลี่ยงวัสดุที่ผลิตจากวัสดุไม้อัดที่เรียกว่าปาร์ติเคิลบอร์ด
(Particle board)ผนังห้องครัวควรจะต้องทนความร้อนโดยเฉพาะส่วนที่เหนือเตาไฟและต้องทำความสะอาดเศษน้ำมันและอาหารได้ง่าย
ถ้าเป็นผนังทาสีความใช้สีน้ำมันเพราะทำความสะอาดได้ง่าย
หรือเป็นผนังบุกระเบื้องเคลือบได้ก็จะเป็นการดีการเลือกโทนสีภายในห้องครัวควรเลือกที่มีสีสว่างสดใส
วัสดุที่มีผิวมันและกันน้ำเนื่องจากสามารถเห็นรอยเปื้อนและทำความสะอาดได้ง่าย
3.
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและการตกแต่ง
อ่างล้างจานไม่ควรอยู่ใกล้เตาไฟควรติดตั้งอ่างบริเวณใต้หน้าต่างจะช่วยระบายความชื้นได้ดีและมีที่ให้พักสายตาสู่ภายนอกเวลาใช้งาน
ตู้ใต้อ่างควรมีถังขยะเพื่อทิ้งขยะจากการล้างจานได้
และอาจติดบ่อดักไขมันข้างใต้อ่างล้างจานได้เลย
ตู้เก็บจานชามควรอยู่ใกล้อ่างล้างจานเพื่อความสะดวกในการเก็บหลังจากการล้าง
นอกจากนั้นตู้เย็นไม่ควรอยู่ใกล้กับเตาไฟเช่นกัน
เพราะระบบความร้อนจากเตาไฟจะรบกวนการทำงานของตู้เย็น ในระบบเฟอร์นิเจอร์Built-in
ควรเตรียมพื้นที่วางตู้เย็นไว้ด้วย
และให้วางตู้เย็นห่างจากผนังรอบด้านประมาณ
10-15
ซม.เพื่อระบายความร้อน
เคาน์เตอร์เตรียมอาหารควรเลือกให้มีที่สอดปลายเท้าลงไปด้านล่างด้านบนสามารถใช้เป็นตู้ลอยเก็บอุปกรณ์มีบานปิดป้องกันฝุ่น
บริเวณที่เคาน์เตอร์ชนผนังควรมีบัวกันน้ำเข้าภายในตู้ติดผนังส่วนล่าง
และกันความสกปรกจากการเช็ดถู
ในการปรุงอาหารจะต้องประกอบด้วยเตาหุงต้มที่มีเตาอบอยู่ส่วนล่าง
เตาไฟอยู่ส่วนบนหรือแยกกันก็ได้ ซึ่งต้องคำนึงถึงพื้นที่เก็บถังแก๊ส
ถ้าขนาดเล็กสามารถซ่อนอยู่ข้างใต้เคาน์เตอร์ได้ถ้ามีขนาดใหญ่ควรตั้งไว้ภายนอกห้องครัว
และตั้งอยู่ห่างจากเชื้อเพลิงไม่ควรมีส่วนระบายอากาศอยู่เหนือเตาไฟเนื่องจากจะรบกวนเปลวไฟเมื่อมีกระแสลม
4.
ระบบไฟฟ้าในห้องครัว
ระบบไฟฟ้านิยมติดที่ผนังบริเวณเคาน์เตอร์เตรียมอาหาร
ใช้สำหรับเครื่องปั่นอาหาร หม้อหุงข้าวไฟฟ้าฯลฯ
ในครัวควรมีแสงธรรมชาติเพียงพอในเวลากลางวัน และใช้แสงไฟในเวลากลางคืน
ไฟจากหลอดไฟควรติดตั้งใต้ตู้ลอยโดยซ่อนไฟฟลูออเรสเซนต์ไว้ด้านหลังหรือติดในระยะที่ไม่ห่างผนังมากกว่า
1.00
เมตร
ห้องรับประทานอาหาร
1.
การจัดวาง ห้องอาหาร
ควรอยู่ติดกับห้องรับแขก และ
ห้องนั่งเล่น และต่อเนื่องกับห้องครัวหรือห้องเตรียมอาหารบางบ้าน อาจใช้
ห้องอาหารเป็นส่วนหนึ่งของห้องรับแขกโดยจัดกลุ่มเฟอร์นิเจอร์
รับประทานอาหารไว้คนละด้านผนังห้องอาหารด้านหนึ่งอาจเปิด
ต่อสู่เฉลียงให้สามารถไปจัดรับประทานอาหารด้านนอกได้
การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ภายในได้แก่ โต๊ะอาหารและ เก้าอี้ ให้คำนึงถึง
สมาชิกและ ประเภทอาหาร ในมื้อเย็นเป็นหลัก
เนื่องจากเป็นมื้อที่ทุกคนในบ้านจะพร้อมหน้าพร้อมตากันมากที่สุด
ประตูระหว่างห้องเตรียมอาหารหรือห้องครัวควรเป็นประตูเปิดปิดได้สองทางเพื่อความสะดวกในการลำเลียงอาหาร
และเก็บจาน ที่สำคัญ
คือต้องมีพื้นระดับเดียวกันเพื่อป้องกันการเดินสะดุดเวลาใช้งาน
2.
การเลือกวัสดุและสีห้องทานอาหาร
พื้นควรใช้วัสดุที่ทำความสะอาดได้ง่ายเช่นไม้ปาเก้
กระเบื้องยางหรือวัสดุที่ต่อเนื่องจากห้องอื่น
ๆ
การเลือกใช้สีที่ตื่นเต้น
เช่น
สีแดงมีผลทำให้อยากรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น
แต่ควรใช้เป็นจุดเน้นเล็ก ๆ
โดยไม่ขัดกับส่วนประกอบส่วนใหญ่ภายในห้อง
3.
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวและการตกแต่ง
ควรเลือกใช้โต๊ะอาหารที่มากกว่าจำนวนคนในบ้าน
1-2
คนเพื่อใช้ต้อนรับแขก
โต๊ะที่ใช้มีทั้งโต๊ะกลมและสี่เหลี่ยม
ถ้าผู้ใช้จำนวนมากอาจใช้โต๊ะกลมที่มีแป้นหมุนโดยรอบ
หรือใช้โต๊ะหลายตัวต่อกันสามารถต่อเติมได้ถ้ามีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น
ผิวโต๊ะที่ใช้มีหลายประเภทเช่น กระจกใส ไม้ ไม้บุพลาสติกลามิเนต
อาจเพิ่มสีสันให้กับห้องโดยใช้ผ้าปูโต๊ะสีสันต่าง ๆ
และสามารถเปลี่ยนรูปแบบได้อีกหลากหลายด้วยเก้าอี้รับประทานอาหารควรเลือกใช้แบบไม่มีที่ท้าวแขนเนื่องจากใช้พื้นที่มาก
แต่สามารถใช้ในที่นั่งของบุคคลสำคัญในบ้าน เช่น บริเวณหัวโต๊ะ
และควรเลือกให้มีการออกแบบเข้ากับโต๊ะอาหาร
นอกจากนี้ควรมีตู้ติดผนังไว้เก็บอุปกรณ์รับประทานอาหาร
หรือใช้เป็นที่วางอาหารก่อนการเสริฟด้วย
4.
แสงในห้องอาหาร
แสงไฟในห้องรับประทานอาหารควรจะนุ่มนวล ไม่สว่างจ้า
สามารถมองเห็นอาหารได้ชัดเจน และเน้นบริเวณที่สำคัญ เช่น
ไฟส่องกลางโต๊ะ ไฟส่องรูป ไฟส่องผนัง เป็นต้น
|